สวัสดี ครับ สำหรับที่คนแวะเข้ามาหรือคนที่เคยตามอ่านอยู่แล้วผ่านมาเห็น ต้องขอโทษกับเรื่องก่อนจริงๆ หยุดเขียนไปนานมาก เพราะชีวิตต้องยุ่งอยู่กับการเรียน แต่ช่วงนี้น่าจะมีเวลาว่างมากขึ้น ปี4เทอม2แล้วครับ ไม่ต้องอ่านหนังสือสอบแบบ หกวิชาอาทิตย์เดียวอีกแล้ว เลยน่าจะมีเวลาเขียนมากขึ้น ยังไงก็ลองอ่านตอนแรกกันดูก่อนแล้วกันนะครับ น้อมรับคำติชมทุกอย่าง จะพยายามเขียนให้ได้อาทิตย์ละตอนถ้าไหว หรืออย่างน้อยๆที่สุดก็ครึ่งตอนครับสัญญาจริงๆ

ปล. ฟิคผมไม่เน้นฉากติดเรทนะครับบอกกันไว้ก่อนเดียวจะผิดหวังกันถ้ารออ่าน


ปล.สอง ถ้ามันยาวไปก็บอกได้นะครับ จะได้แบ่งลงทีละครึ่ง

ปล.ข้อสุดท้ายขอขอบคุณรูปประกอบสวยๆจาก Tarikaa

ยังไงก็ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาครับ


 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

เครดิตรูป Tarikaa

 

    บางครั้งเมื่อคนเราอยู่ด้วยกันนานๆ ได้เห็นหน้ากันทุกวัน ได้เดินด้วยกัน ได้กินข้าวด้วยกัน จนเกิดเป็นความเคยชิน แต่ถ้าวันหนึ่งความเคยชินได้แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอื่นเล่า คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าความรู้สึกนั้นไม่ใช้ความเคยชิน



    เสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมอยากลุกไปไหน ผิดกับเพื่อนคนอื่นในห้อง ที่กุลีกุจอเก็บของกันปานความเร็วแสง ไม่ก็นั่งคุยกัน ว่าตอนเย็นจะไปเที่ยวไหนกันดี เฮิล ทำไมชีวิตผมถึงดูเคร่งเครียดกว่าชีวิตคนอื่นจังนะ ทั้งๆทุกคนก็อยู่ม.ปลายปี 3 และกำลังจะสอบเอนทรานซ์กันอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเหมือนผม

“ทัสจัง ทัสจัง ”ชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มโต๊ะข้างๆ เรียกพลางโบกมือไปมาอย่างกวนๆ    

 “เห้ บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกทัสจังที่โรงเรียน”ผมหันไปว้ากใส่ต้นเสียง

“ก็ทัสจัง นั่งเอ๋อเอง”ชายหนุ่มลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ

ผมหันไปส่งสายตาอาฆาตให้

“ก็ได้ ทัสจัง”ชายหนุ่มนั่งกอดอกทำหน้าทองไม่รู้ร้อน

“ชิดะ”สายตามอาฆาตเพิ่มดีกรีขึ้น

“โอเคๆ ยอมล่ะ ทซึรุ”ชิดะยกมือทำท่ายอมแพ้

“แต่นี่อย่าจ้องแบบนั้นดิ เห็นแล้วคิดถึงวันเก่าๆ”ชิดะมองหน้าผม

“วันเก่าๆอะไรหรอ”ดวงหน้าสดใสและสะสวยลอยเด่นมาจากหน้าห้อง

“อ้าวซายะ วันนี้มาตามชิดะถึงห้องเลยหรอ”ผมโบกมือทักทายเธอ

“ก็วันนี้เรานัดไปกินข้าวกันนี่ อย่าบอกนะว่าลืมชิดะ”หญิงสาวหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะผม

“อะ”ชิดะทำหน้าเหมือนพึ่งนึกขึ้นได้ แต่ดีที่เธอไม่เห็นเพราะดวงตากลมโตทั้งสองของเธอจ้องมาที่ผม

“ว่าแต่วันเก่าๆอะไรกันหรอ”เธอถามอีกครั้งด้วยท่าทางอยากรู้

“รีบไปเถอะ เดียวคนเยอะ”ชิดะเก็บหนังสือยัดลงในกระเป๋าอย่างลวกๆ แล้วรีบลุกเดินออกจากห้องไปพร้อมลากซายะไปด้วย

จังหวะที่ผ่านผม เขากระซิบบอก”เดี๋ยวคืนนี้ไปหานะ”

ส่วนซายะที่ถูกลากไป ก็ได้แต่โบกมือเป็นเชิงบอกลา

แล้วทั้งสอง หนึ่งคนโลกกับหนึ่งคนโดนลากก็อออกจากห้องไป

ดูสิ ไม่น่าเชื่อนะเด็กที่เข้ากับใครไม่ค่อยได้ จะเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้

เรื่องราวมันเริ่มจากเมื่อตอนผมอยู่ประถมปลาย วันนั้นเป็นที่ผมย้ายมาอยู่เมืองนี้ได้วันแรก ทำไมผมถึงย้ายมาน่ะหรอ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ  แค่คุณพ่อคุณแม่ของผมประสบอุบัติหตุเสียชีวิตระหว่างเดินทางไปทำธุรกิจที่ ต่างประเทศ ผมเลยต้องย้ายมาอยู่กับคุณลุง เรื่องของผมเอาไว้แค่นี้ก่อนดีกว่า มาพูดถึงจุดเริ่มต้นกันต่อ

ผมย้ายมาเรียนวันแรก แน่ล่ะ ผมไม่รู้จักใครที่นี่เลย แล้วยิ่งอยู่ในอารมณ์ของการสูญเสียด้วยแล้ว ผมยิ่งไม่อยากพูดไม่ออยากคุยกับใคร คนอื่นคงมองผมเป็นพวกมืดมนไม่น่าคบเป็นแน่ อย่างตอนที่คุณครูถามว่าใครอยากให้ผมไปนั่งข้างๆบ้าง ไม่มีคนยกมือสักคน คงเพราะหน้าตาเบื่อโลกของผมด้วยมั้ง แต่ผมก็ต้องแปลกใจ มีเด็กผู้ชายคนนึงยกมือขึ้น ถึงดูเขาไม่ค่อยจะเต็มใจยกเท่าไหร่นักก็เถอะนะ ผมมารู้ทีหลังว่าที่ตรงนั้นว่างมาตั้งนานแล้ว เพราะไม่มีใครนั่งอยู่ตรงนั้นได้เกินสองวันเลย ต้นเหตุก็เพราะเจ้าตัวคนที่ยกมือนั่นล่ะ ครูคงกลุ้มใจน่าดูเลยล่ะ แต่ก็ยอมให้ผมนั่งตรงนั้น เท่าที่ผมจำได้นะ เรานั่งด้วยกันหนึ่งวันเต็มๆโดยที่ผมไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรกับเด็กคนนั้นเลย สักคำ
จนตอนเย็นเขาคงเหลืออดจริงๆ ที่ผมทำเหมือนนั่งตรงนั้นอยู่คนเดียวในโลก

“โอ๊ย ไม่ไหวแล้วโว้ย”เด็กชายที่นั่งข้างผมพูดเสียดัง พร้อมกับมือน้อยๆของเขา เอแต่คงไม่น้อยแล้วมั้งฟาดเข้าที่หลังผม

“นายทำอะไรน่ะ”ผมหันไปพูด พร้อมกับสายตาขวางโลก

“ในที่สุดนายก็ยอมพูดเสียที นึกว่าเป็นใบ้สะอีก”เด็กพูดชายคนนั้นพูดพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มกวนๆ

“เรา ชิดะนายชื่ออะไรล่ะ”เขาค้อมหัวลงเล็กน้อยแสดงมารยาท

ผมอึ้งไปไอ้หมอนี่มันอะไรของมัน แต่ผมก็ยังมีสติพอที่จะแสดงมารยาทแนะนำตัวกลับไป

“ทซึรุ”

“ดี ทซึรุใช้ไหม งั้นต่อไปนี้เรามาเป็นเพื่อนกันนะ”เขายื่นมือมาจับมือผมเขย่า“ฝากตัวด้วยนะ”

“อะ…อือ ฝากตัวด้วย”ผมตอบเด็กชายผู้นั้นไปแบบงงๆตัวเองเหมือนกัน

หลังจากนั้นเราก็สนิทกันอย่างรวดเร็ว ผมร่าเริงขึ้น ชิดะก็เข้ากับคนอื่นได้ดีขึ้นโดยมีผมคอยช่วย มันเป็นเรื่องแปลกนะ คนที่นั้งข้างๆชิดะทุกคนไม่มีใครทนนิสัยแปลกๆกวนๆของเขาได้นานเท่าผม คงเป็นเพราะระดับความอดทนของผมมันสูงกว่าคนอื่นกระมั้ง

นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราววุ่นๆของผมกับชิดะ
                                                                            

                                                                              *******************


ตกดึกของวันเดียวกัน ผมนั่งอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบในห้องเช่าขนาดห้าเสื่อ ห้องผมก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ ก็แค่ตู้เย็น พัดลมแล้วก็โต๊ะอ่านหนังสือ หลายคนคงสงสัย ผมบอกว่าย้ายมาอยู่กับคุณลุงแต่ทำไมผมถึงมาอยู่ในห้องเช่าแห่งนี้ได้ ทางบ้านของคุณลุงเอง ถึงจะออกปากบอกว่าไม่ต้องเกรงใจ แต่ทางนั้นเขาก็ต้องดูแลลูกที่ยังเล็กอยู่ตั้งสองคน เป็นฝาแฝดแน่ะ พึ่งเกิดตอนผมอยู่ม.ปลายนี่ล่ะ ผมเลยขอย้ายออกมาอยู่เอง แต่กว่าคุณลุงจะยอมผมต้องกล่อมอยู่ตั้งสองเดือนแน่ะ

ผมยังโชคดีนะที่ไม่ต้องพึ่งพาเรื่องค่าใช้จ่ายจากคุณลุงท่าน เพราะพ่อกับแม่ทิ้งหุ้นในบริษัทไว้หลายแห่ง หน้าที่ของผมในตอนนี้คือรีบๆเรียนให้จบๆ แล้วหางานทำ แวะไปเรื่องอื่นสะเยอะ กลับมาที่เรื่องเดิมดีกว่า หลังจากที่ผมขอย้ายออกมาอยู่เอง ปัญหาคือจะไปอยู่ที่ไหน พอดีชิดะรู้จักกับคุณลุงเจ้าของหอพักที่อยู่ข้างๆบ้าน ผมเลยได้เช่าในราคาถูกหน่อย ไม่ใช้ว่าผมไม่มีปัญญาจะจ่ายนะ แต่อะไรที่มันไม่สมควรจะจ่ายก็อย่าไปจ่ายมันเลยดีกว่า

เสียไม้ลั่น หันเหความสนใจของผมจากหนังสือไปที่หน้าต่างบานเลื่อน ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะตกใจกลัวขนหัวลุกกันไปแล้ว แต่สำหรับผมชินสะแล้วล่ะ ก็เห็นอยู่เกือบทุกวัน ภาพแขนผู้ชายโผล่ขึ้นกลางหน้าต่างแล้วคว้าขอบหน้าต่างไว้ ก่อนที่ส่วนหัวและส่วนอื่นๆจะตามขึ้นมา ออ ลืมบอกไปห้องผมอยู่ชั้นสอง

“ชิดะ ประตูก็มีนะ เข้ามาทางธรรมดาก็ได้ ยิ่งไม่อยากฟังคุณลุงเจ้าของบ่นอยู่ด้วย”ผมบ่นออกมาดังๆ แต่ก็รีบลุกเดินไปที่หน้าต่าง

“ไม่เห็นเป็นไรเลยแค่สองชั้นตกไปไม่เจ็บหรอกน่า”ชิดะจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง

“ให้มันจริงเถอะ”ผมกลับไปนั่งอ่านหนังสือต่อ เมื่อเห็นเจ้าตัวก่อปัญหาขึ้นมาโดยสวัสดีภาพ

“แล้วไปกินข้าวเย็นกับซายะมาเป็นไงบ้างล่ะ”ตาผมยังคงจ้องอยู่ที่ตัวหนังสือ

“สนุกดี แต่ช่วงนี้ซายะดูรีบๆยังไงไม่รู้ พอกินเสร็จก็ขอตัวกลับไปก่อน”ขิดะนั่งลงบนฟูกผมอย่างไม่เกรงใจ

“เห้ ตัวเลอะฝุ่นข้างนอกมา ลุกเลยๆ”ผมกวักมือไล่ให้ลุกขึ้น

“กลัวฝุ่นก็ไม่บอก”เจ้าตัวปัญหาก็จัดแจงถอดเสื้อนอกออก เหลือแต่เสื้อแขนสั้น รวมทั้งกางเกงยีนส์ด้วย จนเหลือแต่ชั้นในขาสั้น

“แค่นี้ก็เรียบร้อยล่ะ แต่หนาวแหะ งั้นขอห่มผ้าหน่อยนะ”แล้วก็มุดเข้าไปนอนบนฟูกผมอย่างสบายใจ

“นี่ ไม่ต้องมาใช้มุกนี้เลย กลับไปนอนบ้านตัวเอง ห้องก็อยู่แค่เนี้ย”แค่เนี้ยจริงๆนะ เพราะหน้าต่างห้องชิดะอยู่ตรงข้ามห้องผมพอดี แต่บ้านชิดะมีชั้นเดียวเลยจะบอกตรงกันสะทีเดียวคงไม่ได้มั้ง

“เดี๋ยวคุณน้า ก็หาตัวไม่เจอแบบคราวที่แล้วหรอ”ผมยังคงนั่งอ่านหนังสือต่อ เหตุการณ์แบบนี้ใช้ว่าเกิดขึ้นครั้งแรกเสียเมื่อไหร่ คงให้คำจำกัดความว่าบ่อยน่าจะได้ แต่เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ก่อน พอดีแม่ของชิดะเข้ามาหาตอนกลางดึก ไม่เห็นเจ้าตัวปัญหานอนอยู่ในห้องก็เกิดอาการเป็นห่วงเพราะมีกันอยู่แค่สอง แม่ลูก เลยออกตามหาไปทั่วจนสุดท้ายคุณลุงเจ้าของหอแกคงนึกได้ เลยเดินมาดูที่ห้องผม และก็จริงอย่างที่แกคิด งานนี้เจ้าชิดะโดนสวดจนหูชา

“ไม่มีปัญหา บอกแม่ไว้แล้วว่ามานอนห้องทัสจัง”ชิดะยิ้มอย่างมีชัย

“ว่าแต่แสบตาจัง ปิดไฟได้ยังง่วงนอนแล้ว”เจ้าตัวปัญหา ทำเป็นเอามือบังตา

“ให้มันได้อย่างงี้สิ”มานอนห้องคนอื่นไม่พอ ยังก่อกวนเจ้าของห้องอีก แต่ผมก็เดินไปปิดไฟให้ แล้วเปลี่ยนมาเปิดโคมไฟบนโต๊ะหนังสือแทน ไอ้โคมไฟนี่ก็เหมือนกันผมลงทุนซื้อมาก็เพราะเจ้าชิดะนี่ล่ะ

“ขอบคุณ”เจ้าตัวปัญหานอนหลับตาพริ้ม

กลับสู่ความสงบสักที ผมเริ่มอ่านหนังสือต่อ แต่ความสงบมักอยู่ได้ไม่นาน

“นี่นอนยังอะ ดึกแล้ว”ตัวก่อกวนบนที่นอนพูดขึ้น

“ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ”ผมตอบไปแบบรำคาญ

“ยังอีกตั้งหลายเดือน จะรีบอ่านไปไหน”ยังคงตื้อผมต่อ

“แต่สำหรับฉันมัน...”ผมเงียบไป”มันก็หลายเดือนอยู่หรอก”

“เห็นไหมงั้นมานอนเถอะ”ตัวก่อกวนยกผ้านวมขึ้นแล้วตบฟูกเบาๆ

“เออๆ นอนก็นอน”ผมปิดไฟ เชื่อเจ้าชิดะจริงๆเลย คุณน้าคิดยังไงนะ ถึงปล่อยให้ลูกตัวเองมานอนห้องคนอื่นแบบนี้ ถึงจะรู้จักกันมานานก็เถอะ
                                              

                                                                   *************************


เสียงเคาะกระจกแบบจะเป็นจะตายดังจากบานกระจกห้องผม

“รู้แล้ว รู้แล้ว” ผมรีบคาดผ้าเช็ดตัวออกจากห้องน้ำ ไปเปิดหน้าต่างให้ขาประจำ

ชิดะปีนขึ้นมาอย่างทุกที มันนั่งเก้าอี่พร้อมหอบน้อยๆ

“ทำไมมาเปิดช้า”มันมองผมงอนๆ

“ก็อาบน้ำอยู่ จะให้ทำไง”ผมหยิบเสื้อกับกางเกงในตู้เสื้อผ้ามาใส่

“จะออกไปไหน อุส่าจะมานั่งเล่น”ชิดะมองผมแต่งตัว

“ไปส่งเอกสาร แต่เห็นปรกติไม่ว่างนิ แล้วทำไมวันนี้ถึงจะมานั่งเล่นได้ล่ะ”ผมปลายตามองมัน

“ก็ซายะไปทำธุระ เลยไม่ได้ออกไปไหน”มันนั่งเท้าคางบนโต๊ะอย่างเบื่อหน่ายสุดๆ

“ก็เลยจะมานั่งเล่นที่นี่ว่างั้น”ผมแขวะมัน

“อือ”ชิดะตอบไม่สะทกสะท้านอะไร

“อืม... ไปส่งของก่อนนะ อยู่คนเดียวแล้วกัน”ผมหันไปจะหยิบเอกสารสมัครสอบที่วางอยู่บนโต๊ะ อ้าว เจ้าชิดะหายไปไหนแล้วล่ะ เมื่อกี้ยังนั่งอยู่เลย

“เร็วดิ”เสียงลอยมาจากทางประตูหน้าห้อง เจ้าตัวก่อกวนยืนกอดอกพิงผนังทางเดินรออยู่แล้ว
ผมหยิบซองเอกสาร แล้วล็อกห้อง

“ใครจะให้ไปด้วยเนีย”ผมรีบเดินลงบันได

ชิดะไม่ได้ตอบอะไร แต่มันก็เดินตามผมต้อยๆ เดี๋ยวคงได้ออกไปไหนกันต่อยาวแน่ๆ ก็เป็นแบบนั้นทุกทีอยู่แล้วนิ เฮิล

ผมนึกว่าจะสบายแล้วสะอีก ตอนที่เจ้าตัวยุ่งนี้จีบผู้หญิงคนแรกตอนมอ.ปลายปี1 แต่เล่นเอาช็อกไปเลยเหมือนกัน ก็จีบใครไม่จีบดันไปจีบคนสวยที่สุดในละแวกนั้นแถมยังเรียนเก่งอีกตั่งหาก เรียกได้ว่าเพียบพร้อมสุดๆ ออลืมบอกไปบ้านเธอคนนั้นรวยด้วย มีผู้ชายเข้าแถวให้เธอเลือกเป็นสิบ ไม่รู้เธอคิดยังไงกลับมาคว้าเจ้าชิดะของผมสะได้ บ้านรึก็ไม่รวย ค่อนข้างจะพอดีกินพอดีใช้เลยก็ว่าได้ เรียนก็งั้นๆ หน้าตาโอเคมั้งในสายตาผมนะ พอสองคนคบกันเป็นเรื่องเป็นราวชิดะก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเธอคนนั้น ออ เธอคนนั้นก็คือ ซายะนั่นเอง จากที่ตัวติดกับผมเกือบตลอดเวลา ไม่ได้รำคาญนะ แต่มันไม่คิดจะมีเวลาส่วนตัวของมันบ้างเลยหรอ จากเหตุผมข้างต้นผมก็พอมีเวลาว่างคนเดียว ไปทำนู่นทำนี่ตามประสาของผม ชิดะรักซายะมาก จะว่ามันก็ไม่ได้รักครั้งแรกนิ         


                                                                                  **************************


อ้า เสร็จแล้วในที่สุดผมก็เป็นอิสระเสียที สอบสัมภาษณ์ทำไมมันเครียดได้ใจอย่างนี้นะ

ผมเดินลงจากตึกที่ใช้สอบ แต่เมื่อเช้ามาเกือบไม่ทันแน่ะ ตึกบ้าอะไรไม่รู้หายากหาเย็น เล่นมาอยู่สะกลางเมืองแบบนี้

ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งหันหลังอยู่ตรงบันไดทางเข้าตึก

อะ หลังคุ้นๆนะ แล้วมันก็หันมามองผม แล้วหันกลับไปนั่งคอตก ไอ้นี่ เป็นอะไรอีกล่ะ

“อะ ว่ามา ทะเลาะ ขอเลิก หรือมีกิ๊ก”ผมนั่งลงข้างๆ

“เปล่า”มันตอบสั้นๆ แต่ยังนั่งคอตกแถมเอานิ้วเขี่ยพื้นอีกตั้งหาก

“งั้นอะไรล่ะ ถึงได้มานั่งเป็นเด็กมีปัญหาอยู่แถวนี้”ผมเอาไหล่กระแทกมันเบาๆ

“ตอนแรกนัดไปเที่ยวกัน แต่เมื่อกี้โทรมาบอกว่ามีธุระด่วน ไม่ว่างไปด้วย”ทีนี้เปลี่ยนมาลูบๆคลำๆมือถือแทน

“คุณชิดะผู้เปราะบางเลยมานั่งตายซากอยู่แถวนี้”ผมลุกเดินออกมา

“เดี๋ยวดิจะไปไหน”มันลุกเดินตามผมมา

“เอ้า ก็กลับห้องสิสอบสัมภาษณ์เสร็จแล้วนิ”ผมกลับหลังหันไปบอกมัน

“อ้าว แล้วสองใบนี้ทำไง”มันชูตั๋วหนังสองใบให้ดู

“ถ้าอย่างงั้น ก็คงไม่ขัดศรัทธา แต่รอบไหน”ผมหยิบตั๋วมาใบนึง

“อีกสิบห้านาที”มันบอกผมหน้าตาเฉย

“สิบห้าทีเนียนะ แล้วทำไมไม่รีบบอกเดี๋ยวก็ไปไม่ทันหรอก”ผมหันหลังกลับเตรียมวิ่งสี่คูณร้อย อะ แล้วโรงหนังที่ไหนล่ะ แต่มันเอาแขนคว้าตัวผมไว้ได้ก่อน

“อยู่แค่นี้ ไม่ต้องรีบ”แล้วชิดะก็เดินกอดคอผมไป

“สัมภาษณ์เป็นไง”

“ก็ดี”
                                                

                                                                      ******************************


วันนี้ผมมานอนค้างบ้านคุณลุงและมาบอกข่าวดีบางอย่างด้วย

“ตกลงได้แล้วใช้ไหม”คุณลุงนั่งอ่านหนังสืมพิมพ์พร้อมกินอาหารเช้าไปด้วย

“ครับได้แล้ว แต่กว่าจะได้ก็เหนื่อยแถบตาย”ผมนั่งอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่น ที่อยู่ติดกับห้องกินข้าว

“อย่าไปทางนั้น”ผมรีบคลานตามลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยๆของผม

“ถ้าพ่อยังอยู่คงดีใจเป็นบ้าไปเลยสินะ น้องชายฉันยิ่งนิสัยแปลกๆกว่าคนอื่นอยู่แล้วด้วย แล้วนี่จะไปเลยไหม”ท่านลดหนังสือลงมองผม ด้วยสายตาอ่อนโยน สายตาของท่านเหมือนพ่อของผมมากจริงๆ

“ยังไม่รู้เลยครับ กำลังคุยเรื่องรายละเอียดกันอยู่”ผมอุ้มน้องมานั่งบนตัก พลางเขย่าของเล่นล่อ

“อืมแล้วแต่ทซึรุแล้วกัน แต่ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะไม่ต้องเกรงใจ”ท่านพูดจบก็กลับไปอ่านหนังสือ พิมพ์ต่อ เห็นแบบนี้แต่ท่านก็เป็นห่วงผมจริงๆ ก็เหมือนพ่อนั่นล่ะ จะให้พูดว่าห่วงหรือรักน่ะหรอฟันไปเถอะ แต่ทุกการกระทำของท่านมันบ่งบอกออกมาเองมากกว่าคำพูดเสียอีก

“เอาล่ะ เสร็จไปหนึ่งแล้ว เหลือกอีกหนึ่ง”คุณป้าอุ้มน้องอีกคนที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วมาวางลงบนพื้นห้องนั่งเล่น

“นี่ครับ”ผมอุ้มน้องบนตักส่งให้คุณป้า น้องดิ้นน้อยๆเหมือนไม่พอใจอยากจะเล่นต่อ

“ขอบคุณจ่ะ”ท่านรับน้องจากมือผม “อุส่ามาเยี่ยมทั้งที แต่กลับต้องมาเฝ้าบ้านให้ ป้านี่แย่จริงๆเลย”ท่านนั่งบ่นตัวเองพลางแต่งตัวให้น้องตัวน้อยไปด้วย

“ผมผิดเองล่ะครับที่ไม่ได้โทรมาบอกคุณป้าก่อน”

“แหม แต่นานๆมาที งั้นเดียวเย็นนี้เรากินหม้อไฟกันแล้วกันนะ ป้าจะทำสุดฝีมือเลย”ท่านกำหมัดยกขึ้นข้างนึงเป็นเชิง สู้ตายค่ะ พอดีกับน้องตัวน้อย ที่คุณป้าลืมจับไว้เพราะมัวแต่โพสท่า คลานหนี

“อ้าวๆ จะไปไหนยังแต่งตัวไม่เสร็จเลย”ผมรีบจับตัวน้องแล้วส่งคืนให้คุณป้า

“งั้นรบกวนด้วยนะครับ”ผมค้อมหัว



“เที่ยวให้สนุกนะครับ”ผมยืนโบกมือให้คุณลุงกับคุณป้าอยู่หน้าบ้าน

“ขอบคุณจ้ะ ฝากบ้านด้วยนะ”ท่านโบกมือ

“ครับ”ผมรับคำท่านแล้ว แล้วสี่คนพ่อแม่ลูกก็เดินเลี้ยวหายไป

สรุปผมกลับมาเยี่ยมคุณลุงกับคุณป้า แต่รีบมาไปหน่อยเลยไม่ได้โทรมาบอกก่อน จึงชนกับกำหนดการของท่านที่จะพาเจ้าตัวน้องตัวทั้งสองไปเที่ยวสวนสนุก ผมก็เลยอาสาเป็นคนเฝ้าบ้านให้ เพราะอยากพักอยู่เงียบๆมากกว่าไปสวนสนุกที่มีคนพลุกพล่าน
ผมเดินเข้ามานอนแหมะในห้องนั่งเล่น คิดจะนอนเอาแรงสักพักแล้วเดียวตื่นมาค่อยว่ากันว่าจะทำอะไรดี แต่โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดังขึ้น

ผมหยิบโทรศัพท์มารับอย่างเสียไม่ได้

“สวัสดี”

“...”แต่ไม่มีเสียงคนพูดตอนกลับมา

ผมมองเบอร์บนจอมือถือ

“ชิดะมีอะไร”ผมรีบถามหลังจากเห็นเบอร์ เจ้าตัวก่อกวนโทรมาแล้วเงียบแบบนี้ผิดปรกติ

“คือ”มันพูดได้คำเดียวแล้วก็เงียบไป

“เห้ มีอะไรก็รีบๆพูดมาสิ”ผมพูดเสียงดุ เนื่องจากลืมตัวเพราะความเป็นห่วง

“เลิกกันแล้วล่ะ”มันพูดแค่นั้นแล้วก็เงียบไปอีก

ผมกำลังย่อย พร้อมประติดประต่อข้อมูลจากคำสี่คำที่มันพูดมา แล้วก็เข้าใจสถานะการณ์ที่เกิดขึ้น

“กับซายะสินะ”

“อือ”มันรับด้วยเสียงเศร้าๆ

“แล้วตอนนี้อยู่ไหน”ผมถามด้วยความเป็นห่วง มันยิ่งเป็นคนอ่อนไหวง่ายอยู่ด้วย

“ห้องทัสจัง”เสียงเศร้าขึ้นพร้อมสั่นด้วย

“ร้อนไห้หรอ”ผมถามมันตรงๆ

“เปล่า ผู้ชายที่ไหนเขาร้องไห้กันง่ายๆ”ปากแข็ง ผมได้ยินเสียสูดน้ำมูกกับเสียงปาดน้ำตาเป็นระยะ จะโกหกทั้งทีก็ให้มันเนียนๆหน่อยสิ นี่เล่น
เอามือข้างที่ถือโทศัพท์ปาดน้ำตาใครไม่รู้ก็โง่เต็มทีแล้ว

“จะให้กลับไปอยู่เป็นเพื่อนไหม”ผมถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“ไม่ต้อง อย่ามานะ นานๆจะเจอคุณลุง”มันบอกปัดอย่างเร็ว

ผมกำลังจะอ้าปากบอก ถึงอยู่นี่ก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี เพราะไม่มีใครอยู่บ้าน แต่คิดไปคิดมามันคงไม่อยากให้ผมเห็นมันนั่งร้องไห้มั้ง แล้วมันจะนั่งร้องไห้ที่ห้องผมทำไมกันเนีย

“งั้นอยู่คนเดียวได้นะ”

“อือ”

“นอนที่ห้องก็ได้นะ”

“อือ”

“แล้วอย่าคิดทำอะไรบ้าๆล่ะ”ผมกำชับมันด้วยความเป็นห่วง

“อือ”

“แน่ใจนะ”

“รู้แล้วล่ะน่า คุณแม่ที่เคารพ”ผมขมวดคิ้ว กลับมากวนประสามได้แบบนี้แสดงว่าพอจะทำใจได้บ้างแล้วสิ

“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้กลับไปถึงแล้วจะไปหา”

“อือ”

แล้วผมวางสายชิดะไป แต่มือผมกดหาเบอร์ที่ต้องการอย่างใจลอยแล้วกดโทรออก รู้ตัวอีกทีผมก็พูดธุระกับปลายสายเกือบเรียบร้อยแล้ว


                                                                  *****************************


หนึ่งสัปดาห์ต่อมา

ชิดะกับผมกำลังเดินเข้าไปในมหาวิทลัย N

“นี่ทำหน้าตาให้มันดีๆหน่อย มาดูผลสอบทั้งที”ผมเอาหมัดต่อยเบาๆที่ต้นแขนคนทำหน้าซังกะตาย

“ดูผมสอบแล้วไง มันเกี่ยวกับหน้าตาตรงไหน”ชิดะผู้เบื่อโลกหันกลับมาถามผม

“อย่างน้องๆถ้านายทำหน้าตาสดใส เผื่อเทพแห่งโชคจะเห็นใจให้สอบติดบ้างไง”ข้างหน้าคนมุงดูบอร์ดประกาศกันแน่น ขนัด เข้าไปจะมีอากาศหายใจไหมเนีย

“ถึงแล้วเข้าไปดูสิ”ผมเอานิ้วจิ้มเจ้าตัวเบื่อโลกไปทางบอร์ด

“ไม่เอาคนเยอะ เบื่อ”มันเดินไปนั่งที่ม้านั่งข้างหลังสะงั้น

“เห้ย มาดูผมสอบนายนะ ไม่คิดจะเดินเข้าไปดูหน่อยหรอ”เอากับเจ้าตัวปัญหานี่สิ ตั้งแต่เลิกกับซายะ ไอ้เจ้านี่ก็เอาแต่นั่งเหม่อไม่ก็นอนจนไม่เป็นอันทำไร เอาก็เอา

“เลขที่สอบอะไร”ผมเดินไปถามมัน

“สองหกแปดสาม”มันบอกด้วยสายตาลอยๆ เป็นเอามากแหะ

ได้เลขที่สอบมาแล้ว เอ้าพร้อมลุย ผมพาตัวเองฝ่าดงคลื่นมนุษย์ด้านหน้าเข้าไปให้ใกล้บอร์ดมากที่สุด พอมาถึงก็จิกเท้าเกาะราวข้างหน้าตั้งหลักให้มั่นพร้อมรับทั้งแรงผลักแรงดัน ของคนข้างๆและข้างหลัง แล้วก็เริ่มไล่รายชื่อ

สองหกแปดศูนย์ สองหกแปดหนึ่ง สองหกแปดสาม สองหกแปดสี่ ทำไมไม่เจอสักทีนะ เอ้ๆ ผมไล่ใหม่อีกครั้ง  

สองหกแปดศูนย์ สองหกแปดหนึ่ง สองหกแปดสาม อ้า เจอแล้ว ได้ ได้แล้ว เย่ ผมกระโดดตัวลอยดีใจอยู่หน้าบอร์ด แต่ขาลงดันพลาดไปเหยียบเท้าคนข้างๆ จนต้องขอโทษขอโพยกันเป็นการใหญ่ แล้วรีบแทรกตัวออกจากฝูงชนหน้าบอร์ด

เจ้าตัวเบื่อโลกเมื่อเห็นผมเดินออกมา เลยทำท่าจะเดินเข้ามาหา แต่ผมถึงตัวมันก่อน ด้วยอารมณ์ดีใจสุดๆ อย่างกับตัวเองสอบได้เอง เลยเผลอกระโดดกอดมันเข้าเต็มรัก

“ได้แล้วๆ ชิดะนายติดแล้ว”ผมก็กอดมันพร้อมดิ้นไปดิ้นมาอย่างลืมตัว จนเงยหน้าขึ้นมอง แววตาแวปแรกที่เห็นเป็นแววตาแสดงความดีใจระคนตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดพร้อม รอยยิ้ม แต่แล้วก็กลับหม่นหมองลงเกือบจะทันทีพร้อมใบหน้าเบื่อโลก

ชิดะกลับไปนั่งลงที่เดิม ทีนี้ผมเลยลงไปนั่งเป็นเพื่อนข้างๆ

“นี่ ไม่ดีใจหรอ อุส่าได้อย่างที่นายฝันไว้เลยนะ”

“อืมก็ดีใจ”ตามมาแค่เนียแล้วก็เงียบไป

“นี่ ยังทำใจไม่ได้อีกหรอก”ผมหันไปถามชิดะ

“ก็พอจะได้แล้ว ถ้าเลิกกันเพราะฉันไม่ดีพอ ฉันจะไม่เสียใจสักนิด แต่นี่เลิกกันเพราะหนีไปเรียนต่อ แล้วยังไม่ยอมบอกกันก่อนสักคำ จะให้ฉันคิดกับตัวเองยังไง เธอคบกับฉันแค่เล่นๆงั้นหรอ สิ่งที่ฉันให้ไปมันยังไม่พอที่เธอจะบอกฉันได้หรอว่าเธอคิดจะไป แต่เธอกลับทิ้งฉันไปสะเฉยๆ”ชิดะเหม่อมองท้องฟ้า ตาเริ่มแดง

เป็นครั้งแรกที่มันยอมพูดถึงสาเหตุที่เลิกกับซายะ ตั้งแต่วันนั้น

“ถึงจะสอบเข้าที่นี่ตามที่ฉันหวังไว้ได้ แต่ยังไงฉันก็ยังต้องอยู่ตัวคนเดียวอยู่ดี นายก็มีทางของนายที่ต้องไปเหมือนกัน”ชายหนุ่มหันมามองผม

“แล้วนายสอบติดที่ไหนล่ะ หัวอย่างนายคงไปได้ไกลกว่าที่นี่แน่”ดวงตาเศร้าสร้อยมองมา ราวกับจะรำพึงบอก นายคงจะทิ้งฉันไปอีกคนสินะ

“แล้วถ้าเกิดฉันบอกว่าฉันจะไม่ไปไหน จะอยู่กับนายล่ะนายจะว่ายังไง”ผมมองตาชิดะกลับไป

“อย่าเอาอนาคตของนายมาผูกติดไว้กับฉันเลย ฉันมันก็แต่คนไร้ค่า”แล้วมันก็นั่งก้มหน้าคอตกไป

ปึด เสียงเส้นความอดทนของผมขาดผึง แล้วตามมาด้วยเสียง ปึก

“โอ๊ย นายเขกหัวฉันทำไม”ชิดะหันมองด้วยสายตาโกรธๆ

“เจ้าบ้า ถึงนายจะว่าตัวเองไร้ค่า แต่ในสายตาแม่นาย นายมันมีค่ามากกว่าอะไรสะอีกรู้ไหม”ผมกำหมัดแน่น ตอบแรกกะจะต่อยไปแล้วด้วยซ้ำไป แต่คิดไปคิดมาแค่เขกหัวก็คงพอกับคนพึ่งเริ่มไม่รู้จักคิดแบบนี้

“ขอโทษ”มันหลบตาผมด้วยท่าทีสำนึกผิด
“แล้วใครบอกล่ะว่าฉันจะเอาอนาคตอันเจิดจรัสของฉันมาผูกไว้กับนาย ฉันเลือกเรียนที่นี่ก็เพราะฉันอยากเรียนเองตั้งหากล่ะ”ผมยืดตัวพร้อมกอดอก อย่างภาคภูมิใจในคำพูดตัวเอง

“งั้น นายก็เข้าที่นี่ล่ะสิ”รอยยิ้มเริ่มปรากฏให้เห็นบนหน้าเจ้าตัวก่อปัญหา

“อืม แต่คนละเอกกับนายนะ”

“งั้น นายก็ต้องอยู่หอล่ะสิ”เจ้าตัวดียิงคำถามต่อพร้อมยิ้มระรื่น เปลี่ยนอารมณ์เร็วจังแหะ

“อือ แล้วเกี่ยวอะไรกับนายล่ะ”ผมมองชิดะอย่างงงๆ

“งั้นก็ไปเลือกหอพักกัน”เจ้าตัวดีคว้ามือผม แล้วลากไปทันที

“เห้ๆ เดี๋ยวก่อนสิ แล้วนายมาเกี่ยวอะไรด้วยกับการเลือกหอของฉันน่ะ”แต่ผมก็สุดจะต้านทางแรงของ เจ้าชิดะมัน แน่ล่ะก็มันตัวใหญ่กว่าผมนิ

เฮิล ถึงทางเดินของเรามันไม่ใช้ทางเส้นเดียวกันอย่างที่นายพูด แต่ฉันก็จะขอเดินเคียงข้างนายบนทางเส้นนี้ให้นานที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ แล้วกันนะ เจ้าตัวก่อปัญหาของฉัน
 

edit @ 27 Oct 2008 15:45:54 by -MOKO-